เรือนภาคกลาง วิจิตรศิลป์แห่งงานช่างไทย
หากกล่าวถึง
“เรือนไทยโบราณ”
ภาพจำของหลายคนต้องนึกถึงเรือนโบราณของภาคกลางเป็นอันดับแรก เพราะที่อยู่อาศัยประเภทนี้วิจิตรงดงามและมีลักษณะเฉพาะ เป็นงานสถาปัตยกรรมที่ใช้ศาสตร์และศิลป์ได้อย่างลงตัว
แต่กว่าที่จะมาเป็นเรือนไทยโบราณอันทรงคุณค่า บ้านเรือนของคนไทยในภาคกลางก็จะคล้ายคลึงกับคนในท้องถิ่นอื่นของประเทศไทย เริ่มจาก “เรือนเครื่องผูก” ที่อยู่อาศัยสร้างขึ้นแบบไม่ซับซ้อน ใช้วัสดุหาง่ายตามธรรมชาติ หลังคาทรงจั่ว มุงหลังคาด้วยใบไม้ จาก แฝก หรือหญ้าคา

เรือนเครื่องผูกที่อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี (ภาพจาก หนังสือ : เรือนไทย)
วิวัฒนาการสู่
"เรือนเครื่องสับ"
และเอกลักษณ์เรือนไทยภาคกลาง
เมื่อวันเวลาผ่านไปก็พัฒนาไปสู่
“เรือนเครื่องสับ”
ที่ใช้วัสดุคงทนแข็งแรง ผสานกับวิธีก่อสร้างที่ประณีตและมีหลากหลายขั้นตอน เพื่อให้บ้านมั่นคงยิ่งขึ้นและสามารถอยู่อาศัยได้ยาวนานกว่าเดิม
เรือนไทยโบราณของภาคกลางก็ถือเป็นเรือนเครื่องสับ ลักษณะเป็นเรือนทรงสูง สร้างด้วยไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้สัก ไม้ตะเคียน ไม้เต็งรัง และไม้แดง เป็นต้น
ตัวเรือนโดยปกติมี 3 ส่วน คือ ห้อง พาไล และนอกชาน
“ห้อง”
คือส่วนที่มีฝารอบ ยกพื้นสูง มักทำขนาด 3 ห้อง คือ 3 ช่วงเสา เป็นส่วนสำคัญที่สุด จึงมีหลังคาจั่วสูงชะลูด เพื่อให้น้ำฝนไหลลงได้รวดเร็วและระบายความร้อน หลังคาไม่แอ่นกลางและท้ายไม่งอน มีชายคายื่นยาวออกมาปกคลุมตัวบ้านเพื่อลดความร้อนและป้องกันฝนสาด บริเวณหน้าจั่วประดับด้วยปั้นลมและตัวเหงา ด้านในไม่นิยมทำเพดานหรือฝ้า และมักมุงหลังคาด้วยแผ่นไม้ กระเบื้องดินเผา หรือกระเบื้องเคลือบ ตามรสนิยมและฐานะ

ด้านหลังของคุ้มขุนแผน จ. พระนครศรีอยุธยา ปรากฏเหงาที่หลังคา (ภาพจาก หนังสือ : เรือนไทย)
“พาไล”
อยู่ต่อกับห้อง มีฝาด้านเดียว คือด้านที่เป็นทางเข้าห้อง พื้นลดระดับลงมา ใช้นั่งนอนเล่น โปร่งสบายกว่าในห้อง มักทำหลังคาเหมือนกันสาด เอียงลาดกว่าหลังคาจั่วของส่วนห้อง
ต่อจากพาไลคือ
“ชาน”
หรือ
“นอกชาน”
เป็นพื้นที่เปิดโล่ง ไม่มีหลังคา ใช้เป็นตัวเชื่อมเรือน หากมีหลายหลัง เรียกว่าเรือนหมู่
ทั้งหมดนี้ตั้งบนเสาสูง ให้พ้นจากความชื้นใต้ดิน ระบายลม และหนีน้ำในฤดูน้ำหลาก และยังสามารถใช้ประโยชน์เป็นที่เก็บข้าวของเครื่องใช้ในช่วงฤดูแล้งอีกด้วย
เรือนไทยโบราณของภาคกลางเป็นงานสถาปัตยกรรมงดงามและทรงคุณค่า สร้างด้วยฝีมือช่างชั้นสูง มีมากมายหลายเรือนไม่ว่าจะเป็น หอพระไตรปิฎก หรือตำหนักจันทน์ ที่วัดระฆังโฆสิตาราม, พระตำหนักแดง ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, วังสวนผักกาด และพระตำหนักทับขวัญ ที่พระราชวังสนามจันทร์ เป็นต้น

เรือนทับขวัญ จังหวัดนครปฐม บ้านเรือนไทยแบบทวารวดี ถ่ายแบบจากพระตำหนักทับขวัญ (ภาพจาก หนังสือ : เรือนไทย)
เรือนไทยโบราณจึงถือเป็นที่สุดของอาคารหรือที่พักอาศัย เพราะมีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณีอันทรงคุณค่า อย่างไรก็ตาม บ้านของคนไทยภาคกลางยังมีอีกมากมายหลากหลายไม่ต่างจากภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการเข้ามาของวัฒนธรรมต่างชาติ ก็ทำให้บ้านเรือนของผู้คนแถบนี้ปรับเปลี่ยนไปตามกาลสมัยด้วย
ไม่ว่าจะเป็นบ้านแบบวัฒนธรรมจีน ลักษณะเป็นตึกล้อมลาน มีทั้งแบบตึกผสมไม้ และก่ออิฐถือปูน ทรวดทรงเป็นแบบเก๋งจีน หลังคาจั่ว มักมุงหลังคาด้วยกระเบื้องกาบกล้วยแบบจีน
ขณะที่บ้านแบบวัฒนธรรมตะวันตก ปรากฏ
“เรือนปั้นหยา” “เรือนมะนิลา”
และ
“เรือนขนมปังขิง”

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เขตพระนคร ทำหลังคาทรงปั้นหยา (ภาพจาก เฟซบุ๊ก : พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นฯ เขตพระนคร)
“เรือนปั้นหยา”
ความพิเศษอยู่ที่หลังคาเป็นลักษณะยกสูงสอบเข้ากันแบบพีระมิดและไม่มีหน้าจั่ว,
“เรือนมะนิลา”
พัฒนามาจากเรือนปั้นหยา แต่หลังคาบางส่วนมีหน้าจั่ว และ
“เรือนขนมปังขิง”
ทำหลังคาทรงปั้นหยาหรือทรงจั่ว มีความโดดเด่นที่ประดับตกแต่งด้วยไม้ฉลุลวดลาย
บ้านแบบวัฒนธรรมตะวันตกเหล่านี้มักใช้วัสดุมุงหลังคาเป็นกระเบื้องดินเผา สังกะสีลูกฟูก หรือกระเบื้องซีเมนต์ (กระเบื้องว่าว) ซึ่งกระเบื้องอย่างหลังเป็นที่นิยมมากเพราะแข็งแรงทนทานกว่ากระเบื้องแบบเดิม

พระที่นั่งวิมานเมฆ ในพระราชวังดุสิต อาคารขนมปังขิงอันโดดเด่นของประเทศไทย (ภาพจาก หนังสือ : พระราชวังดุสิต Dusit Palace)
นวัตกรรมการก่อสร้างสู่สถาปัตยกรรมร่วมสมัย
จนเมื่อเวลาล่วงผ่านไป เทคโนโลยีและนวัตกรรมการก่อสร้างก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ขณะที่วิถีชีวิตและรสนิยมของคนไทยก็ปรับเปลี่ยนไปเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเริ่มใช้
“ปูนซีเมนต์”
กันอย่างแพร่หลาย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง
“เครื่องปรับอากาศ”
นั่นจึงทำให้การสร้างที่อยู่อาศัยในยุคต่อมา ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมของสถาปัตยกรรมไทย รูปแบบของบ้านเรือนจึงเปิดกว้างรับอิทธิพลตะวันตกและความร่วมสมัยมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องพึ่งพารูปทรงหน้าจั่วสูงชะลูดเพื่อระบายความร้อนหรือน้ำฝน หรือยกใต้ถุนสูงอีกต่อไป เกิดเป็นอาคารรูปทรงแปลกใหม่ที่เน้นประโยชน์ใช้สอยภายในเป็นหลัก
รวมถึงรูปทรงของหลังคาบ้านแบบใหม่มากมาย เช่น
หลังคาทรงสวิส
เป็นหลังคาลูกผสมระหว่างหลังคาทรงจั่วและหลังคาทรงปั้นหยา โดยดึงความโดดเด่นของหลังคาจั่วมา แต่ลบมุมแหลมตรงหน้าจั่วออกไปเล็กน้อย หลังคาทรงนี้ได้รับความนิยมในประเทศตะวันตก ที่ต้องเผชิญกับหิมะและอากาศหนาวเย็น หลังคาทรงนี้จะทำให้หิมะไหลลงมาได้สะดวก ซึ่งปัจจุบันคนไทยก็นิยมหลังคาทรงนี้ไม่น้อย
หลังคาทรงจั่วสูงแบบนอร์ดิก
มีต้นกำเนิดการออกแบบมาจากกลุ่มประเทศนอร์ดิก (สวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ก ฯลฯ) หลังคามีความเรียบง่ายหรือที่มักเรียกกันทั่วไปว่า “มินิมอล” จุดเด่นคือ หลังคาทรงจั่วมีความลาดชัน ลักษณะเป็นสามเหลี่ยม แทบไม่มีชายคาหรือบางหลังก็ไม่ปรากฏเลย โดยวัตถุประสงค์เพื่อรองรับหิมะหรือน้ำฝน

บ้านและหลังคาทรงนอร์ดิก ที่หมู่บ้านสโมเกน ประเทศสวีเดน (ภาพจาก เว็บไซต์ : Pixabay)
อย่างไรก็ตาม เมื่อนำหลังคาทรงนี้มาใช้ในประเทศไทยก็อาจเกิดข้อเสียอยู่บ้าง เนื่องจากภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน อาจทำให้น้ำฝนรั่วซึมเข้าสู่ตัวบ้านได้ง่ายกว่า แต่ด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่สามารถปกป้องบ้านได้มากขึ้น และด้วยรสนิยมของเจ้าของบ้าน จึงทำให้หลังคาทรงนี้ได้รับความนิยมอยู่มาก แต่ก็ได้ปรับเปลี่ยนทรงหลังคาหรือเพิ่มเติมบางอย่าง เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในประเทศไทยได้ยาวนานมากขึ้น
ไม่เพียงหลังคาแบบตะวันตก แต่หลังคาอย่างง่าย ๆ ที่พบเห็นได้ทั่วไปในแต่ละท้องถิ่น อย่างหลังคาทรงเพิงหมาแหงนก็ได้นำมาปรับใช้กับบ้านร่วมสมัยของคนไทยเช่นเดียวกัน

หลังคาทรงเพิงหมาแหงนในบ้านสมัยใหม่ยุคปัจจุบัน (ภาพจาก เว็บไซต์ : Unsplash)
กระเบื้องหลังคา SCG คุ้มครองความงามเหนือกาลเวลา
จะเห็นว่า บ้านเรือนของคนไทยในภาคกลางในแต่ละยุคสมัยในส่วนสำคัญของบ้านอย่าง “หลังคา” นั้น ล้วนพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา อิทธิพลทางวัฒนธรรม และความชื่นชอบของผู้คน ซึ่งองค์ประกอบของหลังคาที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือ “กระเบื้องหลังคา”
กระเบื้องหลังคาที่ดีต้อง SCG เพราะไม่ว่าสถาปัตยกรรมจะเปลี่ยนผ่านไปกี่ยุคสมัย ทุกบ้านเรือนล้วนต้องการวัสดุมุงหลังคาที่ทนทานต่อทุกสภาพอากาศ ไม่ว่าจะอากาศร้อน พายุฝน หรือลมมรสุม
โดยเฉพาะกระเบื้องเซรามิกจาก SCG ที่มอบความแข็งแกร่งให้กับบ้านเรือนได้อย่างยาวนาน สีสันสดใสช่วยเติมเต็มความสง่างามให้ตัวอาคาร และสะท้อนความงดงามอย่างลงตัว ยกระดับให้ผืนหลังคาไม่ได้เพียงทำหน้าที่ปกป้องบ้านและผู้อยู่อาศัยใต้ร่มเงา แต่ยังทำให้สถาปัตยกรรมนั้นทรงคุณค่าและงดงามเหนือกาลเวลา