221
8 พฤษภาคม 2569
“ที่อยู่อาศัย” ถือเป็นหนึ่งใน “ปัจจัย 4” สำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคดึกดําบรรพ์ ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน “บ้าน” ในแต่ละยุคสมัยก็แตกต่างกันไปตามวิถีชีวิตและเทคโนโลยี สำหรับคนไทยเอง กว่าจะเดินทางมาถึงปัจจุบันนี้ พัฒนาการที่อยู่อาศัย มีประวัติศาสตร์และเส้นทางอันยาวนานที่น่าสนใจมากทีเดียว
ภาพ : เรือนเครื่องผูก หมู่บ้านยางหลวง ตำบลท่าผา อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ (ภาพจาก หนังสือ : เรือนไทย)
แต่ถ้าเป็นคนมีฐานะ พัฒนาการที่อยู่อาศัย ก็จะขยับขึ้นมาสร้างบ้านด้วยไม้จริง นำไม้จากป่ามาแปรรูปเป็นโครงสร้างต่าง ๆ เช่น เสา โครงหลังคา ผนัง และพื้น ซึ่งแต่เดิมใช้มีดและขวานเป็นเครื่องมือผ่าสับไม้ บ้านประเภทนี้จึงเรียกว่า “เรือนเครื่องสับ” ที่แข็งแรงมั่นคงกว่า ชิ้นไม้ยึดติดกันด้วยการเข้าลิ้นโดยไม่ต้องใช้ตะปู เมื่อเริ่มมีการผลิตชิ้นส่วนประณีตอย่างไม้กระดานได้ บางครั้งจึงเรียกกันว่า “เรือนฝากระดาน”

ภาพ : พระตำหนักทับขวัญ จังหวัดนครปฐม (ภาพจาก หนังสือ : เรือนไทย)
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ หลังคา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของบ้าน ก็มีรูปทรงที่สอดคล้องกับภูมิอากาศ ขนาดของเรือน และฐานะทางสังคมของผู้อยู่อาศัย โดยหลังคาประกอบด้วยโครงสร้างที่เป็นไม้ไผ่หรือไม้ และใช้วัสดุมุง เช่น แฝก หญ้าคา ใบจาก ใบตองตึง กระเบื้องดินเผา กระเบื้องเคลือบ และกระเบื้องดีบุก เป็นต้น
โดยในอดีต หากเป็นเรือนของผู้มีฐานะดีก็จะใช้วัสดุมุงที่มีคุณภาพและคงทน จำพวกกระเบื้องดินเผา กระเบื้องเคลือบ และกระเบื้องดีบุก ผิดจากบ้านของคนทั่วไปที่จะยังใช้วัสดุที่หาได้จากธรรมชาติ
ทั้งนี้ บ้านเรือนสามารถแบ่งแยกย่อยได้อีกมากมาย นอกจากเรือนบนบกแล้ว ยังมี
“เรือนแพ”
ที่อยู่อาศัยอีกประเภทที่ใช้ไม้ผูกยึดรวมกันเป็นแพลอยน้ำ แล้วสร้างบ้านอยู่ด้านบน สอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำลำคลอง
ภาพ : ภาพลายเส้นกรุงเทพฯ ในสายตาชาวตะวันตกสมัยรัชกาลที่ 3 ที่เห็นความหนาแน่นของเรือนแพในแม่น้ำเจ้าพระยา (ภาพจาก หนังสือ : กรุงเทพ 2489-2539)

ภาพ : บ้านพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (ภาพจาก เว็บไซต์ : สำนักงานตรวจสอบภายในทหารบก)
รวมถึงการสร้างเรือนแบบบังกะโล คือเรือนครึ่งตึกครึ่งไม้ ชั้นล่างผนังก่ออิฐหนาหนัก ชั้นบนเป็นโครงสร้างไม้ มีระเบียงรอบเรือน พร้อมบันไดขึ้นด้านหน้า ทำหลังคาปั้นหยาหรือหลังคาจั่ว ทิ้งชายคายาวรอบ มุงกระเบื้องดินเผา สังกะสีลูกฟูก หรือกระเบื้องซีเมนต์ ที่เรียกว่า กระเบื้องว่าว ตกแต่งด้วยลวดลายไม้ฉลุง่าย ๆ
ภายหลังเมื่อเทคโนโลยีช่างไม้พัฒนาจนสามารถผลิตไม้กระดานฉลุลายต่าง ๆ ได้เป็นจำนวนมาก จึงเกิดเรือนบังกะโลที่ตกแต่งด้วยลวดลายไม้ฉลุทั้งเรือน เรียกว่า “เรือนขนมปังขิง”
โดยเรือนขนมปังขิงนี้ได้อิทธิพลมาจากเรือน 2 แบบ ปรากฏอย่างเด่นชัดในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้แก่ “เรือนปั้นหยา” ความพิเศษอยู่ที่หลังคาเป็นลักษณะยกสูงสอบเข้ากันแบบพีระมิดและไม่มีหน้าจั่ว ยกระดับการมุงหลังคาจากกระเบื้องดินเผา เป็นการมุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์ เรือนทรงนี้ปรากฏทั้งที่อยู่อาศัยของเหล่าเจ้านายสยาม ไปจนถึงบ้านคหบดี สถานที่ราชการ และกุฏิสงฆ์ เป็นต้น
รวมกับ
“เรือนมะนิลา”
ที่พัฒนามาจากเรือนปั้นหยา แต่หลังคาบางส่วนมีหน้าจั่ว โดยเรือนมะนิลาเป็นบ้านแบบตะวันตกที่เข้ามายังฟิลิปปินส์ จากนั้นก็แพร่หลายเข้ามาสู่สยาม
เรือนแบบฝรั่งดูทันสมัยและตอบสนองกับภูมิอากาศเขตร้อนชื้นได้ดี จึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในหมู่ชนชั้นนำและผู้มีฐานะ แต่ก็ได้ปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตอย่างไทย
ภาพ : พระที่นั่งวิมานเมฆ ในพระราชวังดุสิต อาคารขนมปังขิงอันโดดเด่นของประเทศไทย (ภาพจาก หนังสือ : พระราชวังดุสิต Dusit Palace)
ภาพ : คุ้มของเจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง ปัจจุบันคือ ศาลาธนารักษ์ จังหวัดเชียงใหม่ (ภาพจาก Facebook : พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดเชียงใหม่) เห็นความหนาแน่นของเรือนแพในแม่น้ำเจ้าพระยา (ภาพจาก หนังสือ : กรุงเทพ 2489-2539)
ขณะเดียวกัน เมื่อประชากรเพิ่มขึ้น แต่พื้นที่ลดลง บ้านเดี่ยวหรือตึกแถวเพียงไม่กี่ชั้นเริ่มไม่เพียงพอ จึงนำไปสู่การสร้างที่อยู่อาศัยแนวดิ่งอย่าง “แฟลต” และ “คอนโดมิเนียม” เพื่อตอบสนองต่อสังคมเมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผู้คนจากต่างจังหวัดโยกย้ายเข้ามาทำงานหาเลี้ยงชีพในกรุงเทพฯ หรือเขตเมืองในจังหวัดใหญ่ที่มีประชาชนหนาแน่น

ภาพ : วิวกรุงเทพฯ เต็มไปด้วยอาคารและตึกสูง (ภาพโดย : Robby McCullough on Unsplash)
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพรวมเท่านั้น หากเจาะลึกลงไปอีกจะเห็นว่า ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต้ และท้องถิ่นอื่น ๆ มีลักษณะบ้านเรือนแตกต่างกันไปตามวิถีชีวิตในแต่ละยุคสมัย
แต่ไม่ว่าบ้านจะมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ๆ ของการสร้างบ้านก็คือ “หลังคา” ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องผู้อยู่อาศัยใต้ชายคา จากแดด ลม และฝน
หลังคาและวัสดุมุงหลังคาเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทในแต่ละยุคสมัย ซึ่งล้วนมีการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เพื่อยกระดับบ้านให้เป็นดั่งปราการที่มั่นคงแข็งแรง และสามารถยืนหยัดข้ามผ่านกาลเวลาได้อย่างยั่งยืน
ดังนั้น การเลือกใช้กระเบื้องหลังคาที่ดี เหมาะสมกับบ้านนั้นจึงเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างบ้านในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าใครที่ชื่นชอบกระเบื้องเซรามิกที่สวยงามและมีคุณภาพสูง ตอบโจทย์กับการอยู่อาศัยในยุคปัจจุบันก็ไม่ควรพลาด หลังคาเซรามิกของ SCG ที่มีหลากสีหลายลายตามสไตล์ไทยที่ประยุกต์เข้ากับสภาพแวดล้อมปัจจุบันได้อย่างสวยงามลงตัว